LINE : @SC168CLUB
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ SCBET168.COM เว็บแทงบอล แทงบอลออนไลน์ คาสิโน บาคาร่า สล็อต บริการตลอด ฝาก-ถอน 24 ชั่วโมง
REGISTER NOW สมัครสมาชิก
DEPOSIT ONLINE แจ้งฝากเงิน
PAYMENT ONLINE แจ้งถอนเงิน

แอร์ชี้การการเปลี่ยนแปลงด้านบริหารเริ่มตั้งแต่ดัลกลิช

แอร์ชี้การการเปลี่ยนแปลงด้านบริหารเริ่มตั้งแต่ดัลกลิช

แอร์ชี้การการเปลี่ยนแปลงด้านบริหารเริ่มตั้งแต่ดัลกลิช

เอียน แอร์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ ลิเวอร์พูล ระบุ การเปลี่ยนแปลงฝั่งการบริหารของ “หงส์แดง” เริ่มตั้งแต่สมัยที่ เคนนี่ ดัลกลิช กลับมาคุมทีม ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะได้ดิบได้ดีอย่างในปัจจุบัน พร้อมบอกว่าตนยังรักทีมมากๆ

    เอียน แอร์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในฝั่งการบริหารของ “หงส์แดง” มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2011 แล้ว

    แอร์ เคยรับหลายตำแหน่งกับ ลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเป็นกรรมากรจัดการ, ประธานบริหาร และประธาน ซึ่งในช่วงนั้นเขาก็โดนตำหนิเกี่ยวกับนโยบายหลายอย่าง อาทิเช่น การตั้งคณะกรรมการด้านการเสริมทัพ และการสร้างอัฒจันทร์ใหม่ เป็นต้น ก่อนที่เขาจะบอกลาทีมในตอนที่หมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2017

    นักธุรกิจคนดัง เผยว่า “เจอร์เก้น (คล็อปป์) เป็นคนที่ยอดเยี่ยม ผมเป็นแฟนตัวยงของเขา และเอาเขาเข้ามาอยู่กับทีมเอง แต่การเปลี่ยนแปลงในฝั่งการบริหารน่ะมันเริ่มจากยุคของ เคนนี่ ดัลกลิช การเอา เคนนี่ กลับมาในครั้งนั้นเป็นการทำเพื่อทำให้ทีมมีความมั่นคงในตอนที่ทีมกำลังเจอกับความวุ่นวาย เขาเป็นหนึ่งในตำนานที่สามารถทำให้ทุกคนเชื่อเขาได้ และสามารถปรับสิ่งต่างๆ ใหม่ได้อย่างรวดเร็วด้วย เขาทำงานได้ยอดเยี่ยมมากๆ เขาทำให้เราไปถึงรอบชิงชนะเลิศถึง 2 ครั้งในปีแรกของเขา แล้วจากนั้นเขาก็รับบทบาทการเป็นโค้ชที่รู้จักเกมฟุตบอลเป็นอย่างดี รวมถึงใช้งานและพัฒนาเหล่าแข้งเยาวชนได้ด้วย”

    “หลังจากนั้น เบรนแดน (ร็อดเจอร์ส) ก็เข้ามา และทำงานได้ยอดเยี่ยมมากๆ จนถึงขั้นพาเราเป็นอันดับ 2 ก่อนที่สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะถูกส่งต่อให้กับ เจอร์เก้น ที่ทำผลงานได้สุดยอด มันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาข้ามคืนหรอก เราวางแผนกันเอาไว้เป็นอย่างดี และเราก็ต้องทำตามแผนที่ว่าให้ได้”

    แอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานบริหารของ แนชวิลล์ เอสซี ทีมใหม่ที่เตรียมลงแข่ง เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (เอ็มแอลเอส) สหรัฐอเมริกา เป็นซีซั่นแรก ในฤดูกาล 2020 นั้น กล่าวด้วยว่าจนถึงตอนนี้ตนยังรัก ลิเวอร์พูล อยู่ และตามดูเกมของทีมอยู่บ่อยๆ  “เรื่องราวบทนั้น (หมายถึงการที่เขาเป็นผู้บริหารของ ลิเวอร์พูล) มันจบลงไปแล้ว มันเป็นช่วงเวลาทีดีที่สุดในชีวิตของผม ผมเองรู้สึกภูมิใจกับช่วงเวลาของตัวเองตอนอยู่ที่นั่น รวมถึงรู้สึกซาบซึ้งที่เคยได้ทำงานที่นั่น แต่ตอนนี้ผมเป็นแค่แฟนบอลคนหนึ่งเท่านั้น ผมชอบดูเกมของพวกเขา ผมชอบดูว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ผมชอบดูว่าพวกเขาประสบความสำเร็จอะไรบ้าง”

    “มันเป็นเรื่องดีทีเดียว เพราะช่วง 10 ปีที่ผมอยู่กับที่นั่นน่ะมันเป็นเรื่องยากมากที่จะรู้สึกสนุกได้มากเท่ากับในตอนนี้ และที่ แนชวิลล์ มันก็จะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน คุณจะมองเกมในแบบที่ต่างออกไป (หมายถึงระหว่างในฐานะผู้บริหารกับในฐานะแฟนบอล) ถ้านักเตะเล่นได้ดี คุณก็อาจจะระแวงว่าเอเยนต์ของเขากำลังติดต่อเพื่อขอสญญาฉบับใหม่ แต่ถ้าเขาเล่นได้แย่ คุณก็รู้ดีว่าสื่อจะตามล่าคุณอย่างกับต้องการฆ่าคุณ”

    “มันมีหลายอย่างเกิดขึ้นกับวงการ และเรื่องเหล่านั้นก็เป็นปัจจัยที่ทำให้คุณไม่สามารถรู้สึกสนุกมากอย่างที่ต้องการได้แบบทุกวัน ผมสนุกกับช่วงเวลาที่อยู่กับที่นี่น แต่ในฐานะแฟนบอลที่ตามดูการแข่งขันอย่างในตอนนี้แล้วนั้น มันก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกไปกับพวกเขาได้ง่ายกว่า ตอนนี้ผมสามารถไปยืนในบาร์แล้วสบถใส่โทรทัศน์ได้แล้ว! แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรที่น่าสบถใส่เท่าไหร่น่ะนะ เพราะพวกเขาเล่นได้ยอดเยี่ยมมากๆ”

    “ตอนที่ผมเข้ามาทำงานกับทีมน่ะ ผมมองเห็นเลยว่าด้านการตลาด และด้านธุรกิจของทีมมันแย่มากๆ ตอนนั้นทีมตามหลังคู่แข่งอย่าง ยูไนเต็ด แบบห่างไกลสุดกู่ และพวกเขาก็เสียโอกาสทองไปหลายครั้ง พวกเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2005 แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนั้นในด้านการตลาดได้ดีพอ การที่ผมเข้าไปเพื่อพยายามเปลี่ยนเรื่องรายได้ของทีมมันถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่เลย แล้วจากนั้นเราก็มีญหาเรื่องสิทธิ์การเป็นเจ้าของทีม สิ่งนั้นเป็นการทำลายโครงสร้างของธุรกิจอย่างแท้จริง”

    “มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าในหลายๆ ด้าน และมันก็เหมือนเป็นตลกร้ายด้วย เพราะตอนนั้นเรากำลังโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากด้านสปอนเซอร์กับ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ที่มีมูลค่ามหาศาล และจากข้อตกลงกับ นิว บาลานซ์ ตอนนั้นมันมีข้อเสนอเหล่านั้นเข้ามา และในขณะเดียวกันเราก็เสียเงินไปอยู่เรื่อยๆ ตามไปด้วย เพราะปัญหาด้านโครงสร้างเจ้าของทีม”

    “เราเริ่มพลิกสถานการณ์ได้ตอนที่ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป เข้ามา ผมทำงานกับ จอห์น (เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (เอ็ดเวิร์ดส์) อย่างใกล้ชิด มันเป็นกระบวนการที่กินเวลา 7 หรือ 8 ปี และกระบวนการเหล่านั้นก็ยังดำเนินการอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าทุกคนของสโมสรคงจะพูดอยู่ดีว่าพวกเขายังมีงานที่ต้องทำกันอยู่”